สีม่านนั้นสำคัญไฉน
     เรื่องของการเลือกผ้าม่านภายในห้องน้ำกันไปแล้ว คราวนี้มาพูดถึงเรื่องสีของผ้าม่านบ้างค่ะ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าม่านอย่าง Jane Fitzpatrick ผู้ก่อตั้ง Country Curtains ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกสีม่านเอาไว้ว่า ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่นิยมเลือกสีม่านแบบผสมผสานตามวิถีธรรมชาติ คือ เน้นม่านที่มีการผสมผสานกันระหว่างสีพื้นๆ อย่างสีขาว กับการพิมพ์ลายเล็กๆ และม่านสีสันสดใสกับการพิมพ์ลายแนวตรง ไม่ว่าจะเลือกม่านแบบเรียบหรือแบบมีลวดลายก็ตาม

หลักการสำคัญในการเลือกสีก็คือ ให้คำนึงถึงสภาพภายในห้องด้วย ถ้าห้องไหนที่มีแสงส่องมามาก ขอแนะนำให้เลือกม่านสีเข้มๆ เอาไว้ เพื่อไม่ให้ม่านซีด และควรเลือกม่านที่มีเนื้อผ้าแบบใยสังเคราะห์มากกว่าใยธรรมชาติเพราะจะทนต่อแดดได้มากกว่า

สำหรับคนที่กำลังมีปัญหาในการเลือกสีม่านอยู่นั้น วันนี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้วค่ะ เพราะ Jane Fitzpatrick แนะนำเทคนิคง่ายๆ สองข้อในการเลือกสีม่าน

      ข้อแรก สำหรับม่านแบบสีพื้นไม่มีลวดลายนั้น ให้เราดูอารมณ์ของห้องเป็นหลัก หากบรรยากาศในห้องนั้นดูเงียบขรึม ควรเลือกม่านในโทนสีร้อนแรงอย่างเฉดสีแดง เหลือง และชมพู จะช่วยเพิ่มพลังและสีสันให้ห้องที่ดูเงียบขรึมกลับมีชีวิตชีวาขึ้นได้ แต่ถ้าอยากได้บรรยากาศแบบผ่านคลายเพื่อการผักผ่อนแล้วละก็ ม่านโทนสีเย็นนิ่ง ๆ อย่างเฉดสีเทา ขาว หรือฟ้าก็เหมาะทีเดียว แต่ถ้าอยากเพิ่มความเพลิดเพลิน หรือความมีชีวิตชีวาให้กับห้อง ขอแนะนำให้เลือกม่านโทนสีเอิร์ธโทนอย่างสีเขียวและน้ำตาล ทริกข้อที่สองของ Fitzpatrick นั้นสำหรับคนที่ชอบม่านแนวมีลวดลาย ซึ่งเป็นแนวที่หลายคนบอกว่าเลือกยาก เพราะกังวลว่าจะเข้ากับห้องหรือเปล่า หลักการง่าย ๆ คือให้พิจารณาเฟอร์นิเจอร์ในห้องนั้น ๆ ว่ามีลวดลายออกในแนวไหน ถ้าออกแนวลายดอกไม่ว่าจะเป็นชุดโซฟา หรือวอลล์เปเปอร์ เราควรเลือกม่านแนวลายทางตรงในสีที่ใกล้เคียงกัน เช่น ถ้ามีโซฟาลายดอกไม้เล็ก ๆ สีส้ม มีหมอนพิงหลังสีส้มลายดอกไม้ดอกใหญ่ ผนังวอลล์เปเปอร์เป็นดอกเล็ก ๆ สีเบจ เราอาจเลือกม่านเนื้อไหมแบบพลิ้วเป็นลายริ้วๆ ในตัวสีน้ำตาลสลับขาวก็เหมาะ เพราะช่วยลดลวดลายดอกของเฟอร์นิเจอร์ในห้องนั้ ๆ ได้ และทริกสำคัญอีกข้อก็คือ ถ้าสีของเฟอร์นิเจอร์มีสีอ่อนให้เลือกม่านที่มีสีเข้มกว่าสัก 2-3 เฉดสี

      แนวทางอีกหนึ่งข้อสำหรับคนที่โปรดปรานม่านแบบมีลวดลายก็คือ อย่าให้ลวดลายนั้นกินพื้นที่บนม่านมากนัก และควรเลือกม่านที่ทำให้หน้าต่างตรงบริเวณนั้นกลายเป็นจุดเด่น หรือจุดดึงดูดสายตาโดยที่ไม่ลืมความสมดุลของบริเวณที่เหลือภายในห้องด้วย รู้ทริกโดยรวมกันไปแล้วทีนี้เรามาดูแนวทางการเลือกสีม่านให้เข้ากับห้องต่าง ๆ ภายในบ้านกันบ้างดีกว่า เริ่มที่ห้องสำคัญทีสุดภายในบ้านอย่างห้องนอนกันก่อน
การติดม่านในห้องนอนเราจะเน้นที่ความเป็นส่วนตัว และช่วยเก็บเสียงรบกวนต่าง ๆ สีที่เหมาะควรเป็นสีโทนเย็นและสว่างเพื่อให้รู้สึกสบายตาและยังช่วยทำให้ห้องกว้างขึ้นได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรคำนึงถึงวัยของเจ้าของห้องนอนด้วยนะคะ ถ้าเป็นห้องนอนของเด็กๆ ที่ยังต้องการความมีชีวิตชีวาอยู่ละก็ ควรเน้นม่านที่มีสีสันสดใสสมวัยสักหน่อย หรือจะเป็นม่านแบบมีลวดลายก็ได้ แต่ถ้าเจ้าของห้องเป็นผู้ใหญ่อย่างเราๆ อาจเน้นที่ความผ่อนคลาย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงม่านที่มีสีหนักๆ หรือมีลวดลายที่ยุ่งเหยิงเกินไป ถ้าห้องนอนมีบริเวณกว้างหรือมีพื้นที่เยอะ เราอาจลดความกว้างของห้องโดยการเลือกสีม่านโทนเดียวกับผนังแต่เข้มกว่า เช่น ถ้าผนังมีสีชมพูอ่อน ปูพรมสีเทาอ่อน เราควรเลือกม่านที่มีลายโค้งมนคล้ายขนนกสลับกับม่วงเข้มแปร๋นๆ ก็ดูเก๋ไม่หยอก และอย่าลืมตกแต่ง หรือปูเตียงด้วยโทนสีม่วงด้วยนะคะ

      อีกห้องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขก ห้องนี้ถือว่าเป็นหน้าตาของบ้านเลยทีเดียว ม่านในห้องรับแขกเน้นตกแต่งเพื่อความสวยงาม
แถมประโยชน์ในการช่วยกรองแสงเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง สีที่เหมาะจะใช้สีไหนก็ได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับความชอบและความเหมาะสมลงตัวของโทนสีในห้องเป็นหลักก็พอ

      ห้องถัดมาที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ห้องครัว ม่านในห้องครัวเน้นในเรื่องของการแบ่งพื้นที่ใช้สอยให้เป็นสัดส่วน อีกทั้งยังช่วยกรองแสง กันแดด และกันฝุ่น
      สีที่เหมาะสมควรใช้สีโทนร้อนที่ออกแนวกลางๆ หรือไม่สดหรือเข้มจนเกินไป สีอย่างสีครีมหรือสีส้มอ่อนๆ ก็ช่วยเพิ่มความอยากอาหารได้ด้วย บางบ้านที่แยกห้องครัวกับห้องรับประทานอาหารออกจากกันอาจเลือกสีของม่านแตกต่างกัน โดยในห้องรับประทานอาหารนั้นมักติดม่านไว้เพื่อเพิ่มความสวยงาม หรูหรา สีที่เหมาะควรเน้นสีสด ๆ อย่างสีเขียว แดง เหลือง และส้มเป็นหลัก

      เมื่อเรารู้สีที่เหมาะสมแล้วก็ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับสาวกคนรักม่านก็คือ ตัดสินใจไม่ได้ว่าม่านที่เราเลือกเข้ากับห้องหรือเปล่า ใครที่เกิดอาการแบบนี้ วิธีแก้ไขคือ ให้คุณลองติดม่านที่เลือกไว้ที่หน้าต่างห้อง แล้วค่อยๆ เดินถอยหลังออกมาให้ห่างจากหน้าต่าง แล้วลองสังเกตดูจากระยะไกลว่าเรารู้สึกอย่างไร หรือไม่ก็ลองเดินออกจากห้องไปสักพัก แล้วเดินกลับเข้ามาอีกครั้ง จากนั้นก็สังเกตความรู้สึกของเราที่มีต่อม่านผืนนั้นว่า สีและส่วนประกอบต่างๆ ของห้องโดยรวมเมื่อติดม่านผืนนั้นแล้วเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นหรือเปล่า หรือว่าดูผ่อนคลายขึ้นไหม เอาเป็นว่าหากเดินออกไปจากห้อง แล้วกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง ความรู้สึกของเราเปลี่ยนแปลงไปตรงกับที่อยากให้เป็น เช่น อยากให้ห้องนอนดูผ่อนคลาย แล้วก็รู้สึกผ่อนคลายจริงๆ แสดงว่าม่านที่เราเลือกมาติดนั้นผ่านฉลุย

      เห็นหรือยังคะว่าการเลือกสีม่านไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยให้ความช่วยเหลือหรือเลือกให้เสมอไป แค่เพียงเรารู้หลักการคร่าว ๆ เราก็สามารถเป็นมัณฑนากรมือสมัครเล่นได้ กุญแจสำคัญอยู่ที่การเลือกสีที่ทำให้เรารู้สึกดี และสีนั้นต้องช่วยเติมเต็ม หรือเข้ากันได้ดีกับสีของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายในห้องนั้นได้อย่างสมบูรณ์

 

 

 

บทความจาก ddproperty.com